จากภาพยนตร์เรื่อง The tourist ที่นำแสดงโดย Angelina Jolie (Elise)
และ Johnnie Depp (Frank) มีฉากนึงที่ผมประทับใจ
คือฉากที่ Elise จับเหรียญเทพเจ้าโรมันสองหน้า(Janus)
ที่ห้อยไว้กับสร้อยข้อมือที่แม่เธอให้เป็นของขวัญ
เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจว่าคนเราทุกคนมีสองด้านขึ้นมาดู
แล้วเธอก็บอกกับ Frank ว่า
 
“We must embrace them both in someone we love”
แปลว่า เราต้องเข้าใจสวมกอดทั้งสองข้างของคนที่เรารัก
 
มันเป็น quote ที่ดีมากอะ ไม่มีใครที่จะดีไปซะทุกอย่าง
อาจมีบางมุมที่แย่ หรือเลว (ขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของแต่ละสังคม)
ฉะนั้นเราก็ควรยอมรับด้านแย่ ๆ ของคนที่เรารักให้ได้ด้วย 
 
 
ทีนี้เรามารู้จักกับ Janus ที่ถูกกล่าวถึงข้างต้นกันบ้าง
 
ในตำนานโรมัน เทพเจ้า Janus มีสองศีรษะ
หันหน้าไปในทิศตรงกันข้าม ศีรษะนึงมองไปข้างหน้า
และอีกศีรษะมองไปข้างหลัง
 
 
เป็นเทพเจ้าแห่งการเริ่มต้นและสิ้นสุด
ซึ่งชื่อเดือนมกราคมในภาษาอังกฤษ (January)
ก็ได้ตั้งตามชื่อของเทพองค์นี้เพื่อสื่อความหมายว่า
เป็นจุดสิ้นสุดของอีกปีและเป็นจุดเริ่มต้นของอีกปีถัดไป
 
.
 
 
 
อ้างอิง
 

edit @ 13 Jan 2011 15:22:31 by Bird

ข้อมูลหนัง

วันที่เข้าฉาย : 4 พฤศจิกายน 2553
แนวหนัง : สยองขวัญ
ผู้กำกับ : องอาจ เจียมเจริญพรกุล
นักแสดง : ทราย เจริญปุระ, โก๊ะตี๋ อารามบอย

เรื่องย่อ

"เราจะไม่ทิ้งกันจนวันตาย" นั่นคือคำสาบานระหว่างกลุ่มเพื่อนซี้
นักกีฬาว่ายน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วย เจน หมวย โบว์ และ "มุก" (ทราย เจริญปุระ)
ก่อนจะเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อกลุ่มเพื่อนซี้ประสบอุบัติเหตุ
จนทำให้ มุก ต้องผิดคำสาบาน และหวาดกลัวน้ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

"ชาลี" (โก๊ะตี๋ เจริญพร อ่อนละม้าย) เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ที่ดวงซวยสุดๆ
เพราะนอกจากจะโดนแฟนทิ้งมาหมาดๆ ยังขับรถชน มุก จนทำให้ มุก
ความจำเสื่อม งานนี้ "หมวดนิคม" (ปุ๊ย ตีสิบ) ตำรวจร่างเล็ก
จึงต้องมาเป็นเจ้าของคดี ขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความจำเสื่อม
โดยมอบหมายให้ ชาลี รับ มุก เพื่อนที่มาพร้อม "ผี" ให้อยู่ในความดูแล
น่าแปลกที่ว่า ทันทีที่ "น้ำ" มา ผีก็จะโผล่ปะทะด้วยทุกครั้งไป
ทำให้ทั้งสองสะดุ้งเฮือกไม่ได้หยุดหย่อน ทั้งคู่จึงตามหาตัวช่วยอย่าง
"น้าจวบ" (ค่อม ชวนชื่น) อดีตคนขับรถซึ่งปัจจุบันตาบอด แต่รู้วิธีกำจัดผี

ตัวอย่างหนัง

 

 

MV เพลงประกอบภาพยนตร์

 

 

ความรู้สึกก่อนดู

เรื่องนี้ผมเคยดูแค่ตัวอย่างหนังเท่านั้น ไม่ได้อ่านเรื่องย่อ
เพราะโดยส่วนตัวแล้วชอบความตื่นเต้น ดูแบบไม่รู้อะไรเลย
มันสนุกไปอีกแบบ

จากที่ดูตัวอย่างหนังก็เป็นหนังผีตลกธรรมดาๆ
ไม่มีอะไรแปลกใหม่น่าดึงดูดใจให้ไปดู
พูดกันตามตรง ถ้าให้เสียตังค์ดูก็ไม่ดูหรอก
ที่จะไปดูนี่ก็เพราะเล่นเกมส์ได้มาฟรีๆKiss 

 

รีวิวหลังดู


1) Plot เรื่อง

เป็นพลอตที่ธรรมดามาก ไม่มีอะไรพิเศษ ที่ต้องการให้พิเศษ
มันเลยกลายเป็นดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล 

ให้คะแนน  6/10

2) การดำเนินเรื่อง

ขอแบ่งเป็น 3 ช่วง
- ถ่ายทอดให้เห็นผลของการกระทำซึ่งก็คือโดนผีตามหลอกหลอน
- หาเหตุที่ทำให้ผีต้องตามหลอกหลอนเจอ
- แก้ไข้ที่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้ผีมาหลอกอีกต่อไป

เริ่มต้นดำเนินเรื่องได้ดี สนุก น่าตื่นเต้น
แต่ระหว่างช่วงแรกกับช่วงที่สอง(ยังหาเหตุผลไม่ได้)
มันจะน่าเบื่อนิดนึง (ให้ผีออกมาหลอก)

ตอนแรกคิดว่าหนังตลก เอาผีมาใส่ให้ขำ ๆ 
ดูเสร็จบอกได้เลยว่าเป็นหนังผี 50% + ตลก 50%
เพราะส่วนใหญ่หลอนจริง ๆ และส่วนใหญ่ก็ตลกจริง ๆ
พูดง่าย ๆ ว่าผีก็คือผีจริง ๆ ไม่เหมือนหนังผีตลกที่ผีทำท่าตลก ๆ ให้คนดูขำผี
แต่ถ้าจะขำก็ขำที่ตัวละครที่เป็นคน(ไม่ใช่ผี)

ให้คะแนน  7.5/10

3) กราฟฟิก

การถ่ายภาพ + อุปกรณ์ประกอบฉาก ทำได้ดีดูสมจริง 

ให้คะแนน  7/10

4) นักแสดง

โก๊ะตี๋แสดงได้ดี ตลกดี
ค่อม ชวนชื่น ค่อนข้างดี แต่มุขส่วนใหญ่จะแป๊ก
ทราย เจริญปุระ แสดงได้ดีสมบทบาท 

ให้คะแนน  7/10


คะแนนเฉลี่ย  7/10

สรุปว่าเรื่องนี้ผ่าน(ใช้เกณฑ์หนังไทย) ดูสนุก ๆ คลายเครียดได้ 
แต่จะแอบหลอนนิดนึง คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย(ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้นะเพราะผมดูฟรีSurprised

edit @ 3 Nov 2010 15:53:58 by Bird

วันหยุดยาว 23 - 25 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้
นั่งรถตู้จากสาวรีย์ไปหัวหินแบบไม่ได้วางแผนไว้
ความจริงคิดไว้นานแล้วแหละว่าอยากไปทะเล 
แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปที่ไหน ยังไงดี
ก็เลยไม่ได้วางแผน คิดทริป จองโรงแรมไว้ล่วงหน้า
จนถึงเช้าวันเสาร์ตัดสินใจได้ว่าจะไปหัวหิน!!!
หาโรงแรมไม่ได้แล้ว เต็มหมด เลยแพ็คกระเป๋า
ขึ้นรถตู้ไปตายเอาดาบหน้า
 
ขึ้นรถตู้ข้างโชว์รูมซูซูกิ 180 บาท
ตามข้อมูลที่หาได้เค้าบอกใช้เวลาเดินทาง 2.5 - 3 ชม.
แต่คันที่ผมขึ้นใช้เวลา 3 ชม.ครึ่งเลยมั้ง
แวะเติมแก๊สสองครั้งแน่ะ แล้วก็ไปส่งผู้โดยสารคู่นึง
เกือบถึงหาดชะอำ(รถติดด้วย) เลยช้าไปใหญ่ 
 
ผมลงรถเมล์หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองหัวหิน
เพราะพี่คนขับแนะนำให้ลงตรงนี้
ถึงหัวหินเย็น ๆ แล้วอะ เดินหาเกสเฮาส์ โรงแรม
มีราคาหลากหลายมาก พันสอง พัน แปดร้อย 
เดินจนไปถึงหาด ถึงกับอึ้ง.... โอ้วววว
หาดอยู่ไหน เห็นแต่คน ทั้งหัวดำหัวแดง 
 
 
แล้วก็กลับขึ้นมาหาที่พักต่อ
จนไปเจอที่นึงห้าร้อยบาท ถูกดี มีที่จอดมอไซค์ด้วย
ห้องไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไร เอาไว้นอนเท่านั้นแหละ
ตัดสินใจเอาที่นี่เลย!!!
 
ได้ที่พักแล้วทำไง? ทิ้งกระเป๋าเส่ะ
เดินตัวปลิวไปหาดหัวหินเล้ยย
เดินไปเดินมาเจอแมงกระพรุนเกยตื้นด้วย
 

ฝนเริ่มตั้งเค้ามานานแล้วหละ ดูได้จากภาพข้างบน
สักพักก็ตกมาจริง ๆ ระหว่างรอฝนหยุดเลยซดมาม่าคัพ 
อิ่ม~~~
ฝนซาแต่ยังไม่หยุดสนิท ขี้เกียจรอ เลยหาถุงคลุมหัว
เดินกลับห้อง กลับถึงห้องแป๊บเดียวฝนก็หยุด เดินออกมาเรื่อย ๆ
ไปเจอตลาดโต้รุ่งโดยบังเอิญ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าเป็นตลาดโต้รุ่ง
ที่นี่มีร้านอาหารทะเลเยอะแยะไปหมดดูสิ กุ้งตัวโต น่ากินซะ 
 
 
เดินไปจนสุด แล้วเดินกลับมา ตัดสินใจกินร้านรถเข็นที่อยู่หัวมุมถนนตรงสี่แยก
หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ อาหารที่สั่งมาก็แค่สองอย่างเท่าที่เห็นเนี่ยแหละ
เพราะอิ่มมาม่าและหมึกไข่ปิ้ง 
 
 
หน้าตาน่ากินนะ แต่รสชาดเข้าขั้นแย่แต่ก็ยังพอกินได้
น้ำจิ้มหอยหวานซะ กินที่กรุงเทพยังอร่อยกว่านี้อีกนะ
กว่าจะได้อาหารรอนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
พนักงานก็ไม่ค่อยเอาใจใส่ บอกให้เช็ดเก้าอี้(มันเปียกเพราะฝนตกก่อนหน้านี้)
ก็ต้องบอกถึงสองรอบ ไม่ไหวนะแบบนี้ สังเกตุโต๊ะอื่นก็คงรำคาญพอ ๆ กัน
เพราะได้ช้ามากอะ
 
กินอิ่มแล้วเดินย้อนกลับมาทางเดิม เจอไอติมโฮมเมด
คุ้น ๆ ว่าเคยเห็นมีคนแนะนำในเน็ตว่าไอติมเจ้านี้อร่อย(กลับมาแล้วลองค้นดูก็ใช่จริง ๆ)
ได้สามก้อนราคา 25 บาท 
 
 
ขอบอกว่าอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ก้อนแรกสีเหลืองคือมะม่วง ก้อนที่สองกระทิ ก้อนที่สามน้อยหน่า
ผมชอบน้อยหน่าที่สุด อร่อยอะ มันคือเนื้อผลไม้จริงๆเลย
ถ้าใครจะกินร้านนี้แนะนำให้กินรสที่เป็นผลไม้ เพราะคุณจะได้ลิ้มรสผลไม้จริงๆ
พวกรสวนิลาไรเทือกนี้จะเป็นแต่งกลิ่น ไม่อร่อยเท่าไหร่(ชิมของเพื่อนแล้ว คอนเฟิร์มได้ว่าไม่อร่อย)
 
จบทริปวันแรก
 
วันที่สองตื่นประมาณตีห้าครึ่งเห็นจะได้ รีบอาบน้ำแต่งตัวมาเดินหาด
สูดอากาศบริสุทธิ์ตอนเช้า พร้อมกับดูพระอาทิตย์ขึ้น (แต่ว่าตอนผมมาถึงมันขึ้นไปแล้วอ่า)  
 
 
น้ำทะเลที่นี่เป็นอย่างที่เห็นในรูปข้างล่างนี่แหละ
 
 
เดินไปทางทิศใต้เรื่อย ๆ ๆ บางช่วงทรายละเอียดนุ่มเท้ามาก
 
 
มีต้นไรไม่รู้งอกขึ้นมา
 
 
เดินหาดเสร็จกลับเข้าห้อง รอเวลาไปซื้อข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ
อยู่ตรงข้ามโรงแรมฮิลตัน หาได้ไม่ยากครับ โรงแรมนี้ตึกสูง มีชื่อโรงแรมแปะ
อยู่บนยอดตึก อยู่ตรงไหนของหาดก็เห็น
 
ร้านนี้เปิด 9.30 น. ผมไปถึงราว ๆ สิบโมงกว่า
ข้าวเหนียวหมดไปหนึ่งหม้อใหญ่ ๆ
มีคนเีขียนใบสั่งไว้เยอะมากกกกก ดีที่ยังไปทันเวลา
ไม่งั้นต้องรออีกนานกว่าจะได้ 
 
 
ตอนแรกก็กะจะไปนั่งกิน แต่ๆ ไม่เห็นมีที่นั่ง เห็นส่วนใหญ่เขาก็ใส่กล่องกันทั้งนั้น
ก็เลยใส่กล่องกลับมากินที่ห้อง หน้าตาเป็นแบบนี้ 
 
 
ผมราดไม่เป็นอะ ที่จริงไอ้เม็ดเหลือง ๆ นี่ควรเทบนข้าวนะ 
รสชาดอร่อยดีครับ น้ำกระทิข้น ๆ ข้าวเหนียวมันๆ  หอม ๆ
มะม่วงสุกหวาน ๆ อร่อยกว่าเจ้าอื่นไม๊ ผมก็บอกไม่ได้นะ 
เพราะผมไม่ใช่คอข้าวเหนียวมะม่วง นานทีปีหนกินที
 
 
กินเสร็จวางแผนไว้ว่าจะไปเขาตะเกียบ ถามป้าเจ้าของเกสเฮาส์
ว่าไปยังไง ขึ้นรถสองแถวที่ไหน ป้าแกแนะนำให้เช่ามอไซค์เอาดีกว่า
สะดวกกว่า และยังไปได้หลายที่ จะได้ไปสวนสนด้วย ป้าแกบอกว่าหาดสวย
เลยตัดสินใจเอาตามป้าแนะนำ เดินหารถเช่า ได้คันละ 200 ต่อวัน
ใช้บัตรประชาชนวางไว้พร้อมกับเงินประกันหนึ่งพันบาท ได้เจ้าฟีโน่มา
 
 
ไปถึงเขาตะเกียบทางขึ้นชันมาก วันนั้นรถเยอะด้วย ไม่อยากขี่ขึ้นไป กลัวล้ม
เลยจอดไว้ข้างล่าง แล้วหาไรกินก่อนเดินขึ้นไป 
แถวนั้นมีอาหารทะเลหลายร้านเลย ไม่ได้หาข้อมูลมาเลยเสี่ยงดวงเอา
เข้าร้าน "เจ๊สาว" น้องที่รับออเดอร์(น่าจะเป็นลูกสาวเจ้าของร้าน)
เค้าแนะนำว่าข้าวผัดปูอร่อยก็เลยสั่งมากิน ส่วนอย่างอื่นก็มีกุ้งเผา หอยนางรม หมึกไข่ย่าง 
 
 
 
อร่อยครับ อร่อยกว่าร้านที่กินที่ตลาดโต้รุ่งร้านนั้นแน่นอน
ร้านนี้ทำงานไม่ค่อยเป็นระบบเท่าไหร่ หมึกไข่เหตุที่แยกถ่ายมาอีกรูปเพราะได้ช้า
ตอนเสิร์ฟกุ้งกับหอยนางรม น้องเค้าบอกว่าหมึกไข่ต้องรอเวลานิด
กินไปกุ้งก็จะหมด ผมแอบเห็นหมึกไม่อยู่บนเตาแล้ว มันมากองอยู่บนจาน 
แต่ยังไม่ได้หั่น ไม่มีใครสนใจมัน ผมก็เลยทักไปว่าหมึกไข่ยังไม่ได้นะ
แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริง ๆ มันย่างเสร็จนานแล้วแต่ยังไม่หั่น แล้วเอามาเสิร์ฟ
น้องเค้ามาขอโทษด้วย ก็ให้อภัยครับ น้องเค้าบริการดี น่ารัก
 
กินอิ่ม ได้เวลาเดินขึ้น โอ้โห ชันมาก ๆ กว่าจะขึ้นไปถึงเล่นเอาหอบเหมือนกัน
 
 
เดินไปถึงลานกว้างแถว ๆ ประติมากรรมเจ้าแม่กวนอิม
 
 
มีศาลาให้อาศัยหลบร้อนชมวิว วิวสวยครับ
 
 
จากนั้นเดินขึ้นพระธาตุ(ไม่รู้เรียกถูกป่าวนะ) ตรงนี้คือจุดชมวิวที่สูงที่สุดครับ
มองเห็นหัวหินทั้งเมือง สวยอะ 
 
 
รูปข้างล่างนี้คือบันไดขึ้นพระธาตุ ชันเหมือนกัน
 
 
ลงเขาตะเกียบมาก็ไปสวนสน ชื่อเต็ม ๆ ว่า สวนสนประดิพัทธ์
ที่นี่เป็นเขตของทหารมั้ง เก็บค่าเข้าคันละ 10 บาทครับ
ข้างในสวนมีทางรถไฟผ่านด้วย
 
 
หาดที่นี่สวยครับ 
 
 
ดูน้ำทะเลใส
 
 
โครงกระดูกปลาวาฬ
 
 
 
ถึงแม้จะไม่มีของขายริมหาด แต่เค้ามีของขายตรงบริเวณที่เค้าจัดไว้โดยเฉพาะ
ใกล้ ๆ ห้องน้ำ ของถูกครับ ราคาปกติเหมือนซื้อตามร้านค้าทั่วไป
น้ำแข็งไสที่เห็นนี้ 20 บาทครับ แล้วก็มีมินิมาร์ทด้วยนะ 
ผมซื้อชาเขียวโออิชิ 20 บาท 
 
 
ได้ของกินแล้วก็หาที่นอน เช่าเตียงผ้าใบ 20 บาทเท่านั้น ไม่จำกัดชั่วโมงด้วย 
นั่งได้ตลอดวัน ที่นี่เสียอย่างเดียว หาดทรายไม่ละเอียดเท่าไหร่ มีรูปูเต็มไปหมด
 
 
นอนกินลมชมวิว ชิล ๆ งีบบ้าง เล่นบีบีบ้างจนถึงเย็น 
 
 
ผมชอบที่นี่มากกกกกกก วิวสวย ร่มรื่น(เพราะมีต้นสน สมชื่อเค้าแหละ) ของถูก
ไม่ค่อยมีขยะบนหาดเหมือนหาดหัวหิน
 
กลับออกมาก็มืดแล้วอะ ขี่มอไซค์มาตามถนนเพชรเกษมเรื่อย ๆ เจอตลาด
แวะสิถามแม่ค้าได้ความว่าชื่อตลาดหัวนา เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคาร
มีหอยแครงลวกขายด้วย ซื้อหอยใหญ่ครึ่งโล 40 บาท ก็พออิ่มนะ
ของขายที่นี่เหมือนตลาดทั่วไปอะ ของถูก เพราะไม่ได้เน้นขายให้นักท่องเที่ยว
กลุ่มเป้าหมายของเค้าคือคนท้องถิ่น
 
 
ขนอาหารมากินที่ห้อง จาน ช้อน ไรก็ไม่มีก็ใช้มือนี่แหละ
อ้อ ทั้งหมดในรูปมีหอยแครงลวก น้ำตก หนวดปาหมึกย่าง ไก่ทอด ข้าวเหนียว
สนนราคา 110 บาท
 
 
กินอิ่มแล้วขี่มอไซค์มุ่งหน้าไปเพลินวาน
มีวงอะไรไม่รู้เล่นหน้าเพลินวาน เพราะดีครับ
 
 
 
 
ตอนแรกดูในรูปคิดว่าไม่ค่อยมีไร ดูธรรมดา แต่พอได้มาเห็นกับตา
โอ้โห สวยมากอะ
 
 
 
 
เพลินวานได้แค่เดินเฉยๆ  ไม่ได้ซื้ออะไร
มุ่งหน้าไปตลาดจั๊กจั่น(cicada market) ต่อ
หาไอติมมะพร้าวกิน ในรูปนี้ 20 บาท
 
 
ไปถึงเกือบสี่ทุ่มแล้วอะ แม่ค้าเริ่มเก็บของ เดินได้แป๊บเดียวก็รีบออกมา
มุ่งหน้าไปตลาดโต้รุ่งอีกครั้ง กะไปกินไอติมโฮมเมดอย่างเดียวเลย
แต่ก็อด เพราะเหลือแต่รสที่ไม่ชอบ เลยซื้อหมึกไข่ย่าง
 
 
จบทริปวันที่สอง
 
วันที่สามตื่นราว ๆ หกโมงกว่าสายกว่าวันแรกนิดนึง
ออกห้องมันก็ร้อนแล้ว เลยไม่เดินหาด แค่แว็บไปดูให้ชื่นใจแค่นั้นแล้วก็
ขี่มอไซค์ตะเวนที่ทั่วเมืองหัวหินเลย ไปเจอสถานีรถไปหัวหินโดยบังเอิญ
แวะถ่ายรูปซะหน่อย 
 
 
ขี่ไปขี่มา เจอตลาดเลยแวะทานข้าวเช้า ซื้อขนมครกมากินรองท้องซักนิด
หกคู่ 10 บาท
 
 
ต่อด้วยโจ๊กหมูใส่ไข่ 25 บาท
 
 
รสชาดก็อร่อยแบบที่หาได้ทั่วๆ ไป แต่ถูกดี
อิ่มแล้ว(ตามเคย) ขี่มอไซค์ชมวิว แว้บเข้าไปสะพานปลา
 
 
ไม่ค่อยมีไรนะ ร้อน เหม็นกลิ่นปลาเน่า วิวก็ไม่สวยเท่าไหร่
 
 
10 โมง คืนรถ เช็คเอาท์ เดินไปท่ารถตู้ เสียอีก 180 บาท
 
จบแล้วครับทริปหัวหิน 3 วัน 2 คืน
 
สนุกมาก ไว้มีโอกาสจะไปอีก คิดถึงหัวหินมากกกก
 

Packaging นั้นสำคัญไฉน

posted on 22 Oct 2010 16:07 by callmebird

ของกินนอกอร่อยอย่างเดียวยังไม่พอ
package ต้องสวยดึงดูดด้วย

ดูตัวอย่างน้ำปั่นที่มี package สวยกับไม่มี

 

เห็นไหมว่าแค่ถอดกระดาษออกชาเขียวแก้วนี้
จากราคา 45 บาทจะเหลือ 25 บาททันที

เปรียบไปมันก็เหมือนคนหน้าตาดีกับคนขี้เหล่
คงปฏิเสธไม่ได้หรอกนะว่าในชีวิตประจำวันเรามักจะมองคนที่หน้าตา
เคยได้ยินไหม “ไอ้หมอนี่หน้าตาเหมือนโจร ไว้ใจไม่ได้”
รู้ได้ไงว่าเค้าเป็นโจร? ก็นั่นแหละมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
เรามักคาดหวังว่าคนหน้าตาดีต้องนิสัยดี ในทางตรงกันข้าม
คนหน้าตาขี้เหล่ ดำ มักจะเป็นคนนิสัยไม่ดี เป็นโจร

ย้อนกลับมาที่ของกิน ถ้าเราเห็น package มันสวย
เราก็มักจะคาดหวังว่ามันอร่อย น่ากิน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว
มันอาจจะไม่อร่อยก็ได้

มันก็ไม่ผิดหรอกนะ สมมติมีร้านน้ำปั่น 2 ร้าน
-ร้านแรก package สวยงาม
-ร้านที่สอง package บ้านๆ

ทั้งสองร้านเราไม่เคยชิมมาก่อนเลยไม่รู้ว่าร้านไหนอร่อย
ถ้าให้เลือกเราก็ต้องเลือกร้านแรกอยู่แล้ว

หลายคนอาจจะเถียงว่า เอ้า ชิมครั้งแรกไม่อร่อย
ครั้งต่อไปก็ไม่ต้องซื้อร้านนี้ดิ มันก็ใช่นะ

ลองคิดดูว่า ถ้ามันไม่อร่อยทั้งสองร้าน แย่พอ ๆ กัน
ราคาเท่ากัน คุณจะเลือกร้านไหน?

บางที package มันมีผลต่อภาพลักษณ์ของคนซื้อด้วย
ร้านน้ำปั่น ร้านกาแฟในห้าง ลองใช้ package เหมือนร้านข้างถนนสิ
จะมีคนซื้อไหม นั่นก็หมายความว่า package สวยมันสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้

จบ..... ไม่มีไรหรอก แค่ว่างเลยเขียนเล่น ๆ :P

ถูกหวยกะเค้าในรอบหลายปีมาก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่ลืมตาดูโลก
ครั้งแรกเป็นหวยบนดิน ได้ประมาณพันกว่าๆ รอบนี้ได้เยอะขึ้นมาอีกนิด 3000 บาท
เป็นเลขที่เราคำนวณเองกะมือ หุหุ เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมา
วันที่ 10 เดือน 10 ปี 2010 เลขสวยดี ก็เลขเอามาเข้าสูตรคำนวณ
แปลงจาก 101010(สมมติว่ามันเป็นเลขฐานสอง) ไปเป็นเลขฐานสิบ เท่ากับ 42
แล้วก็ถูกจริง ๆ ด้วย หุหุ 

****ตรงไหนที่สปอยด์ผมใส่สีตัวอักษรเป็นสีขาวในวงเล็ก [ ] คลุมกันเอาเองนะครับ**** 

****ถ้าขี้เกียจอาจก็สามารถข้ามไปอ่านสรุปย่อหน้าสุดท้ายได้เลย****

 

 

 

กระแส "กวน มึน โฮ" แรงมาก ๆ 
อาจจะเพราะชื่อเสียง GTH และตัวอย่างหนังดูสนุก ฮา

 

สำหรับผมเรื่องนี้ก็ถือว่าดีกว่าหนังไทยทั่ว ๆ ไปนะ
แต่ไม่ค่อยฮาเท่าไหร่ มุขเด็ด ๆ ก็อยู่ในตัวอย่างหนังหมดแล้ว
คือผมเป็นคนฮาได้รอบเดียวน่ะ เหอๆ

แต่ก็ถือว่าคุ้มกับเงินที่จ่ายไปครับ
ช่วงแรกของหนังก็ดูวิวเกาหลี
ท้าย ๆ เรื่องแอบซึ้ง เศร้า อันนี้ยอมรับว่าทำได้ดีทีเดียว
เมื่อเทียบกับเรื่อง สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก กวนมึนโฮ กินขาด
สิ่งเล็ก ๆ เรื่องมันอ่อนไปอะ เหมือนละครรัก ๆ ทั่วไป
การดำเนินเรื่อง บท อยู่ในระดับพอใช้

สิ่งที่ทำให้สองเรื่องนี้ต่างกันคือ

- สิ่งเล็ก ๆ

เลือกนักแสดงที่หน้าตา(พยายามขายหน้าตานักแสดง)
ไม่ดู character ของนักแสดง พอมาแสดงมันเลยดู fake ๆ ไม่สมจริง
แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่เค้าทำได้ดี คือเลือกนักแสดงที่หน้าตาคล้ายกันได้ดี
(แสดงเป็นคนเดียวกัน) เพื่อนบอกนานละว่าคนเดียวกัน แต่ขี้เกียจแก้

- กวน มึน โฮ

เลือกนักแสดงที่ character เป็นหลัก
ประมาณว่าเอาให้ character ของนักแสดงเหมือน character ตัวละคร
ให้มากที่สุด มันเลยออกมาดูธรรมชาติ

พูดมาทั้งหมดเหมือนจะชม กวน มึน โฮ ไปซะเยอะ

ทีนี้มาดูกันว่าอะไรที่ทำให้ผมผิดหวังเรื่องนี้สุด ๆ

"โฆษณาแฝง" -> Tie-in advertising

ไม่ชอบเป็นที่สุด เรื่องนี้กระแสก็แรงอยู่แล้ว คนดูก็ล้นหลาม
รายได้ก็ต้องมากตามอยู่แล้ว ทำไมต้องมีโฆษณาแฝงให้รำคาญตาอีก

สังเกตุได้จากตอนเริ่มเรื่อง มีการโชว์โลโกผู้สนับสนุนขึ้นหลา นานนิดนึง
ก็พอรับได้ แต่ไอ้ที่มันโชว์ ๆ น่ะ ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในเนื้อเรื่องทั้งนั้น

เช่น

- pepsi ดื่มกันให้เห็นชัด ๆ เรียกชื่อกันให้ได้ยินเลยทีเดียว
ผมว่ามันส่งผลเสียผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของเด็ก ๆ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพนะ

[เพราะในเนื้อเรื่องแฟนเก่านางเอกเป็นคนที่จู้จี้ รักสุขภาพ เน้นชีวจิต อนามัยจัดนางเอกจะดื่มน้ำอัดลมก็ไม่ให้ดื่มประมาณเนี้ย แต่พอเลิกกันแล้ว ก็ประชดด้วยการ
ดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อนี้ไปขวดใหญ่ ๆ ใช้ชีวิตเฮฮา บ้า หลุดโลก
 ]

มันเหมือนเป็นการสะกดจิต
คนดูว่า ทำไรก็ทำไป อยากกินไรก็กิน(ในที่นี้กินน้ำดำยี่ห้อนี้) บ้า ๆ ไม่ต้องไปสนใจสุขภาพ
ให้เครียดเปล่า ๆ ใช้ชีวิตให้คุ้ม แนว chill

- happy korea  อันนี้ก็ร้ายแรงไม่แพ้กับด้านบน เป็นบริษัททัวร์เกาหลีในเรื่อง
ชูธงกันให้เห็น ๆ ซึ่งมันเป็นบริษัทจริง ๆ จนผมอดคิดไม่ได้ว่า
เรื่องนี้แต่งก่อนแล้วหาผู้สนับสนุน หรือว่า หาผู้สนับสนุนแล้วค่อยมาแต่งเรื่องกันแน่?
ลองเข้าไปดูเว็บไซท์บริษัททัวร์นี้ดิ ตอนนี้มีแพกเกจทัวร์เกาหลีตามรอย กวน มึน โฮ ด้วย 

- mazda 2 รถที่ตัวละครใช้ในเมืองไทยก็มีแต่ยี่ห้อนี้แหละ 

- บัตร GTH is me (บัตรเดบิตร่วมกสิกรกับGTH) 
[ฉากที่นางเอกซื้อของขวัญแต่งงานให้เพื่อนเกาหลี เธอใช้บัตรนี้จ่าย
หน้าบัตรมันเป็นรูปคู่นางเอกกับแฟนเก่า เธอเลยบอกว่ากลับไปเมืองไทย
จะเปลี่ยนรูปละ
] ใส่รูปตามใจเจ้าของบัตรมันเป็นจุดขายของบัตรนี้เลย

 

สรุป

- ที่จริงหนังฮาดี แต่ฉากเด็ด ๆ เอามาเป็นตัวอย่างซะเยอะ ดูบ่อย ๆ เลยชินชา ส่งผลให้ไม่ฮา
- โฆษณาแฝงเยอะ เอาเปรียบผู้บริโภค สร้างค่านิยมผิด ๆ
- สรุปจริง ๆ หนังดี สนับสนุนให้ดู ในความคิดผมหนังไทย ณ ตอนนี้ เรื่องนี้ดีที่สุดแล้วหละครับ
เรื่องอื่น ๆ ค่ายอื่น ๆ ห่วยอะ หนังไทยถ้าไม่ใช่ GTH นี่ไม่อยากดูเลย บางเรื่องดูวันพุธ
จ่าย 60 บาทยังเสียดายตังค์ 

edit @ 22 Aug 2010 15:17:09 by Bird

edit @ 18 Dec 2010 12:07:23 by Bird