จากเพลง “You and I” ของ Celine Dion
กับเพลง “Between You and I” ของ Jessica Simpson
ลองเดาสิคับ อันไหนถูก ไบ้ให้ก็ได้มีหนึ่งในสองเพลงนี้ผิด
ลองให้เวลากับตัวเองคิดดูก่อน หรือ ถ้าตอบไม่ได้จริง ๆ
ก็ลองเดามั่ว ๆ คำตอบก็คือ You and I ถูกต้องตามหลักแกรมมาร์
แต่ Between You and I ผิดหลักแกรมมาร์
ทำไมถึงเป็นงั้นล่ะ อืม ก็เพราะว่ามันเป็นหัวข้อที่เราจะพูดถึง
ในเรื่องนี้นั่นเอง งง ไหมคับ
ก่อนที่จะดูว่าทำไม Between You and I ถึงผิด เรามารื้อฟื้นความจำ
กันก่อนถึงเรื่องสรรพนามต่าง ๆ อย่างคร่าว ๆ
คำว่า you, I, และ me ต่างก็เป็นสรรพนามด้วยกันทั้งหมดสรรพนาม
สามารถเป็นได้ทั้งประธานและกรรมหรือการแสดงความเป็นเจ้าของ
- ประธานของประโยค คือ ผู้กระทำ
- กรรมของประโยค คือ คน สัตว์ สิ่งของ ที่เป็นผู้ถูกกระทำ
จากประโยค “I love you.” I เป็นประธานของประโยค(ผู้กระทำการรัก)
และ you เป็นกรรมของประโยค(สิ่งที่ถูกรัก)
- การเป็นเจ้าของ(ภาษาไทยอาจจะดูงง ๆ นะคับ ภาษาอังกฤษ คือ
possessive pronoun) แสดงถึงการที่คน สัตว์ สิ่งของ เป็นเจ้าของ
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในที่นี้จะไม่พูดถึง การเป็นเจ้าของมากนัก เพราะไม่ค่อย
เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้สักเท่าไหร่
ต่อไปก็เป็นส่วนที่สำคัญของหัวข้อนี้ เป็นกุญแจสำคัญในการไข
คำตอบนั่นเอง
I คือ สรรพนามที่เป็นประธาน(subject pronoun) และ me คือ
สรรพนามที่เป็นกรรม(object pronoun) จากประโยคข้างต้นที่ได้
กล่าวถึงไป(I love you.) ประโยคที่ถูกต้องคือ I love you ไม่ใช่
Me love you จะเห็นว่าในตำแหน่งแรกนั้นจะต้องเป็นประธานของ
ประโยคและ I คือ สรรพนามที่เป็นประธาน(subject pronoun)
มาดูอีกประโยค Squiggly loves me. Squiggly loves me. ไม่ใช่
Squiggly loves I. เพราะ ตำแหน่งที่สามนี้คือกรรมจะต้องใช้ me
ซึ่ง me เป็นสรรพนามที่เป็นกรรม(object pronoun)
เหตุผลที่มันดูยุ่งยากมากมาย เมื่อเราใช้ you ร่วมกับ สรรพนามบุรุษที่ 1
(i หรือ me) ก็เพราะว่า you มันสามารถเป็นได้ทั้งสรรพนามที่เป็นประธาน
หรือ เป็นกรรม (a subjective and an objective pronoun) นั่นเอง
จะเห็นว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหมคับ น่าน้อยใจจริง ๆ สรรพนามบุรุษ
ที่หนึ่งมีทั้ง i และ me แต่ทำไม you แค่ตัวเดียวถึงได้ใช้ครอบจักรวาล
(แอบเวอร์นิดนึง) ไม่ว่าจะ You love Squiggly หรือ Squiggly loves you
ก็ถูกทั้งสอง
ส่วนเหตุผลว่าทำไม “You and I” ถึงถูกต้อง นั่นก็คือ You and I มาจาก
ประโยค You and I were meant to fly. เห็นไหมคับ you and i ทั้งสอง
อยู่ในตำแหน่งของประธาน(ผู้กระทำ)
อ่า มาดูอีกคับว่าทำไม “Between You and I” ถึงผิด
Between เป็น บุพบท (preposition) เหมือนกับ on, above, over, และ of
ซึ่งก็เป็นบุพบทด้วยกันทั้งสิ้น เนื่องจากว่า บุทบท มันมัก จะใช้อธิบายถึง
ความสัมพันธ์ หรือ แสดงถึงความเป็นเจ้าของ มันจึงไม่อยู่คนเดียวโดด ๆ
มันมักจะตอบคำถาม Where? และ When?
ตัวอย่างเช่น
- “Keep that secret between you and me.” between อธิบายว่า
ความลับ(secret) มันถูกเก็บ(kept)ไว้ที่ไหน(where)
- “I'll tell you the secret on July 5.” on อธิบายว่า เมื่อไหร่(when)
ความลับ(secret) จะถูกเปิดโปง(reveal)
แทนที่ บุพบท มันจะอยู่โดด ๆ มันก็มักจะเป็นส่วนหนึ่งของวลีบุพบท
(prepositional phrases) จากตัวอย่างที่ผ่านมา between you and me
และ on July 5 เป็นวลีบุพบททั้งสองและมันเป็นกฏตายตัวที่สรรพนาม
(pronouns) ที่ตามด้วยบุพบท(prepositions) ในวลีที่กล่าวถึงนี้จะต้อง
เป็นกรรม(objective)เสมอ ดังนั้นเราจะต้องใช้วลีบุพบทเป็น
between you and me
อืมเห็นไหมคับว่าขนาดฝรั่งยังใช้ผิดกันเลย แต่เราก็ไม่ควรจะไปตำหนิ
Jessica Simpson เขานะคับ เพราะเธอเปรียบเสมือนครูที่ทำให้เราได้รู้ว่า
สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้อง
Sources:
http://grammar.quickanddirtytips.com/between-you-and-me.aspx
ที่จริง On Accident กับ by Accident ก็ใช้เหมือนกัน
จากงานวิจัยของศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ Leslie Barratt
ที่ Indiana State University เขาพบว่าการใช้ On Accident หรือ
by Accident ของผู้ใช้ภาษาอักฤษเป็นภาษาแม่ ขึ้นอยู่กับอายุของ
ผู้พูด โดยแบ่งออกเป็นดังนี้
- อายุต่ำกว่า 10 ปีจะใช้ On Accident
- อายุระหว่าง 10 - 35 ปีจะใช้ ทั้ง On และ By Accident
- อายุมากกว่า 35 ปีจะใช้ By Accident
สำหรับเราคนไทย (non-native English speakers) จะเลือกใช้อันไหนก็แล้วแต่ความชอบละกันคับ
Sources:
http://grammar.quickanddirtytips.com/on-accident-versus-by-accident.aspx
ในตอนนี้เราจะมาพูดถึง error ตลก ๆ ที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการพูดและการฟัง
ได้แก่ Spoonerisms, mondegreens, eggcorns, และ malapropisms
Spoonerisms
เป็นคำหรือวลีที่ลำดับการออกเสียงสลับมั่วกัน เช่น flutterby (butterfly), ossifer (officer),
cimmanon and goys and birls (cinnamon and boys and girls), keys and parrots
(peas and carrots), และ better Nate than lever (better late than never) ซึ่งคำว่า
Spoonerisms นี้ถูกเรียกตามชื่อของ Reverend William Archibald Spooner
Mondegreens
เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากหู ทำให้เกิดการได้ยินเพื้ยนไปจนกลายเป็นอีกความหมายนึง
ซึ่งมักจะเป็นเนื้อเพลง ตัวอย่างเช่น ในเพลง Bad Moon Rising ของ Creedence Clearwater Revival มักจะได้ยิน "There's a bad moon on the rise" เป็น "There's a bathroom on the right"
ที่มาของชื่อว่า “mondegreen” ถูกคิดขึ้นโดย Sylvia Wright ผู้ที่ได้ยินเนื้อเพลงข้างล่างนี้
Ye Highlands and ye Lowlands,
Oh, where hae ye been?
They hae slain the Earl of Murray,
And laid him on the green.
ในบรรทัดสุดท้ายเป็น And Lady Mondegreen แทนที่จะเป็น And laid him on the green
Eggcorns
เป็นการได้ยินแบบเพื้ยน ๆ อีกเช่นกัน เช่น acorn เป็น eggcorn ดูเหมือนจะคล้ายกับ
mondegreen แต่ไม่ใช่นะคับ เพราะว่า eggcorn ไม่ได้มีความหมาย ต่างจาก mondegreen ที่เพื้ยนจนเกิดเป็นความหมายใหม่ขึ้นมา และมันก็ไม่ได้เป็น spoonerism อีกเช่นกัน เพราะว่า
มันไม่ได้สลับเสียงกันแต่อย่างใด เป็นเพียงการเพื้ยนไปแค่คำเดียว eggcorn เพิ่งมีมาได้
ไม่นานนี้เอง ในปี 2003 จากการดิสคัสในเว็บไซท์ Language Log เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิง
คนนึงได้ยิน acorn เป็น eggcorn
ตัวอย่างอื่น ๆ เช่น toe แต่ได้ยินเป็น tow, hear ได้ยินเป็น here
Malapropisms
ความผิดพลาดนี้เกิดเมื่อบางคนใช้คำที่มีเสียงคล้ายกันแทนคำที่ถูกต้อง(แบบโง่ ๆ)
“Malapropism” มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “badly for the purpose” Malapropism
เป็นตัวละครตัวหนึ่งของนักเขียนบทละคร Richard Sheridan ที่ลักษณะนิสัยของตัวละครตัวนี้
(Malapropism) มักจะชอบใช้คำมั่ว ๆ ตัวอย่างเช่น George Bush พูดว่า “nuclear power pants”
แทนที่จะเป็น “nuclear power plants”
Sources:
http://grammar.quickanddirtytips.com/spoonerisms-mondegreens-eggcorns-and-malapropisms.aspx
หลายคนอาจสงสัยว่าสองคำนี้ใช้ต่างกันอย่างไร ไม่ต้องกังวลคับ
เจ้าของภาษายังไม่รู้เลยก็มี ไม่เชื่อก็ลองดูจากเว็บที่ผมถอดความาคับ
(ที่ว่าถอดความในที่นี้ผมหมายถึง อ่านแล้วเอาใจความมาเขียนอย่างย่อ ๆ
ที่เรียกอย่างนี้ก็เพราะจะให้เรียกว่าเป็นการแปลมันก็ไม่น่าจะใช่อะนะ)
การเลือกใช้คำระหว่าง bring หรือ take นั้นขึ้นอยู่กับจุดที่อ้างถึง
(point of reference for the action) นั่นก็คือ
คุณขอให้ผู้อื่น bring สิ่งของมายังสถานที่ ที่คุณอยู่
และ คุณ take สิ่งของไปยังสถานที่ ที่คุณกำลังจะไป
ตัวอย่าง
- พูดถึงร้านอาหารที่คุณสามารถสามารถซื้ออาหารห่อออกไปได้
ซึ่งจะเรียกว่า “take out” เมื่อคุณ take out อาหาร คุณกำลังย้าย
อาหารจากสถานที่ ที่คุณอยู่(ร้านอาหาร) ไปยังที่ไหนสักแห่ง(ปลายทาง)
พูดง่าย ๆ ก็คือคุณกำลังนำอาหารไปยังปลายทาง
- ถ้าหากคุณกำลังอยู่บ้าน อารมณ์ประมาณว่าขี้เกียจสุด ๆ อยากให้
ใครสักคนนึงเอาอาหารมาให้ทานหน่อย คุณอาจจะพูดว่า
“I wish someone would bring me dinner.” ตอนนี้ให้จินตนาการ
ไปว่าแฟนคุณกำลังแวะซื้ออาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อเอามา
ให้คุณรับประทาน จากมุมมองของคุณ แฟนคุณกำลัง bring อาหารมื้อค่ำ
มาให้คุณ เพราะว่า อาหารมื้อค่ำนี้กำลังเดินทางมายังสถานที่ ที่คุณอยู่
สรุปนะคับ
"Things are brought to the speaker and taken away from the speaker"
=สิ่งของถูก bring มาหาผู้พูด และ ถูก take ออกไปจากผู้พูด
ท้ายสุดแต่ไม่สุดท้ายนะคับ อยากให้สังเกตว่ายังมีคำอีกสองคำที่ใช้กฏเดียว
กับ bring และ take นั่นก็คือ
come และ go นั่นเอง come เหมือนกับ bring
"you ask people to come here"
=คุณบอกให้ผู้อื่นมาหาที่นี่ มาหาที่ที่คุณอยู่
ส่วน go เหมือนกัน take
"you tell people to go away"
=คุณบอกให้ผู้อื่นไปจากที่นี่ ก็คือออกไปจากที่ที่คุณอยู่
Source :
http://grammar.quickanddirtytips.com/bring-versus-take.aspx
posted on 18 Oct 2007 12:20 by callmebird in IT, Knowledge
social bookmarking
social bookmarking เป็นเว็บไซท์ที่ออกแบบมาให้เราสามารถเก็บบุ๊คมาร์คเว็บไซท์ที่
เราชอบไว้ในเว็บไซท์(ระบบ)ผู้ให้บริการ social bookmarkingได้และยังสามารถแชร์กับ
คนอื่นได้อีกแทนที่จะเก็บไว้ในบราวเซอร์ในเครื่องของเรา(Favorite สำหรับ IE) เราสามารถ
เข้าถึงบุ๊คมาร์คของเราได้จากทุก ๆ ที่ไม่ว่าเราจะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน ที่ห้องสมุด หรือกำลังใช้
คอมพิวเตอร์ของเพื่อนอยู่ก็ตาม
social bookmarking โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการเข้าถึงแบบสาธารณะ(public) แต่ก็ขึ้นอยู่กับ
ฟีเจอร์ที่ผู้ให้บริการมีให้ ซึ่งสามารถเก็บบุ๊คมาร์คเป็นแบบส่วนตัว (private) เลือกที่จะแชร์ให้
กับบุคคลเฉพาะกลุ่ม หรือ เฉพาะในเครือข่ายได้ ผู้ให้บริการ social bookmark ส่วนใหญ่จะ
อนุญาตให้เราสามารถจัดการกับบุ๊คมาร์คได้ด้วย tag แทนการใช้ folder ซึ่งสามารถเรียก
ดูบุ๊คมาร์คที่เราต้องการตาม tags ที่เราเลือกได้ และยังมีข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนของผู้ที่บุ๊คมาร์ค
หน้าเว็บนี้ไว้ด้วย
ผู้ให้บริการบางราย จะมีระบบที่สร้างความสัมพันธ์ให้กับ tags ได้ด้วย เพื่อที่จะสามารถ
สร้างกลุ่มของบุ๊คมาร์คจาก tag ที่มีความเกี่ยวข้องกันขึ้นมาได้ ผู้ให้บริการ social bookmark
หลายรายยังจัดเตรียมบริการ web feeds ไว้ให้เราได้ใช้ด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์ทำให้ทราบถึง
บุ๊คมาร์คใหม่ ๆ ที่เพิ่งถูกเก็บ / tags โดยผู้ใช้คนอื่น ๆ
แล้ว tag คืออะไรล่ะ
Tags คือ คำ ๆ หนึ่ง ที่ใช้อธิบายบุ๊คมาร์คเพื่อช่วยในการจัดการ และ จดจำ บุ๊คมาร์คได้ง่ายขึ้น
tags จะคล้าย ๆ กับเป็นคีย์เวิร์ด แต่เราสามารถเลือก tags ได้เอง และจะไม่มีโครงสร้างแบบลำดับขั้น
(โครงสร้างแบบลำดับขึ้น เช่น คีย์เวิร์ด คอมพิวเตอร์ สามารถแยกย่อยออกเป็น คีย์เวิร์ด ซอร์ฟแวร์
ฮาร์ดแวร์ เป็นต้น) เราสามารถกำหนด tags ให้กับบุ๊คมาร์คได้มากตามต้องการ และยังสามารถแก้ไข
tags เปลี่ยนชื่อ tags ลบ tags ได้ตามต้องการ ดังนั้นจะเห็นว่า การtags จะง่ายและยืดหยุ่นกว่า
การจัดเก็บข้อมูลไว้ในโฟล์เดอร์ที่เรายังไม่แน่ใจว่าจะใช่(โฟล์เดอร์ที่ถูกต้อง)หรือป่าว แต่เป็นการ
ให้คำจำกัดความเอาไว้ก่อน ซึ่งสามารถรวมเป็นกลุ่ม ๆ ได้ในภายหลังนั่นเอง
del.icio.us
ในที่นี้ขอนำ del.icio.us มาเป็นตัวอย่างผู้ให้บริการ social bookmark นะคับ เริ่มใช้งานต้องสมัคร
สมาชิกก่อน เข้าไปที่ del.icio.us ในระหว่างการลงทะเบียนจะมีลิงค์ให้คลิกติดตั้งปุ่มไว้ที่เว็บบราวเซอร์
ซึ่งผมคิดว่าจำเป็นเหมือนกัน เพราะมันจะสะดวกเวลาเราเจอเว็บไหนที่น่าสนใจก็คลิกปุ่มนั้นได้เลย
หน้าตาของปุ่มก็ตามรูปเลยคับ
ปุ่มแรก ที่เห็นถ้าคลิกแล้วจะนำไปสู่หน้าเว็บที่เก็บบุ๊คมาร์คของเราไว้
ส่วนปุ่ม ที่สองเอาไว้คลิกเมื่อต้องการเก็บเว็บทีเรา่กำลังเยี่ยมชมอยู่ไว้ในบุ๊คมาร์คออนไลน์ของเรา
เมื่อคลิกปุ่มนี้แล้วจะมี pop up ขึ้นมาดังรูป
สามารถเปลี่ยน description ได้ตามต้องการ ใส่ notes ใส่ tags กด save ลิงค์ที่ได้เก็บไว้ใน
del.icio.us จะมีหน้าตาดังรูปข้างล่างนี้
สำหรับผู้ใช้ firefox ต้องทำการเพิ่ม extension หรือ add on เข้าไปเพื่อให้มีปุ่มสองปุ่มข้างต้นสามารถติดตั้งได้จาก
ที่นี่
posted on 21 Aug 2007 21:58 by callmebird in IT, Knowledge
จีเมลไดรฟ์(GMail Drive) เป็น add-on ฟรีสำหรับไมโครซอฟ ที่ใช้สำหรับสร้างไดรฟ์จำลอง โดยใช้พื้นที่เก็บข้อมูลร่วมกับ จีเมล แอคเคาท์ ที่ผู้ใช้สามารถเก็บข้อมูลใน จีเมล แอคเคาท์ และสามารถดึงข้อมูลมาใช้ได้ โดยตรงจากไดรฟ์จำลอง ใน Windows Explorer ทั้งนี้ผู้ที่จะใช้จีเมลไดรฟ์ได้จะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และต้องมีจีเมลแอคเคาท์
จีเมลไดรฟ์ จะปรากฏอยู่ที่ My Computer ผู้ใช้สามารถสร้างโฟล์เดอร์ใหม่ ก็อปปี้ หรือ แดรกและดรอป ไฟล์เข้าเก็บไว้ที่ จีเมลไดรฟ์ ได้เหมือนไดรฟ์ทั่ว ๆ ไป แต่ ไม่สามารถที่จะกำหนดชื่อจริง ๆ เช่น C: ให้กับจีเมลไดรฟ์ได้ เพื่อป้องกันการใช้ในดอส
สำหรับเนื้อที่ ที่สามารถจะใช้ได้นั้น ก็อิงตามพื้นที่ ที่จีเมลอีเมลแอคเคาท์ให้มา คือ 1000 MB หรือ 1 GB
เมื่อผู้ใช้ก็อปปี้ไฟล์ไว้ใน จีเมลไดรฟ์ ไฟล์เหล่านั้นจะถูกส่งไปเก็บไว้ใน จีเมลแอคเคาท์ในรูปแบบของอีเมลโดยจีเมลไดรฟ์จะใช้จีเมลแอคเคาท์ ของผู้ใช้เพื่อเก็บไฟล์ของผู้ใช้และสร้างระบบไฟล์เสมือนจริง อีเมลดังกล่าวจะปรากฏในกล่องจดหมายเข้า (inbox) และไฟล์เหล่านั้นจะถูกแนบ(attach)ไว้กับอีเมล

เนื่องจากว่าไฟล์ของผู้ใช้จะถูกเก็บเป็นอีเมล (ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับผู้ใช้หลาย ๆ คน) ดังนั้นเพื่อความเป็นระเบียบของกล่องจดหมายเข้า ผู้ใช้สามารถที่จะสร้าง filter ในจีเมล เพื่อให้จีเมลย้ายจดหมายที่ขึ้นต้นด้วย GMAILFS ไปเก็บไว้ในโฟล์เดอร์เฉพาะโดยอัตโนมัติได้

ความสามารถอีกอย่างหนึ่งของจีเมลไดฟร์ก็คือ คอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องสามารถที่จะใช้จีเมลแอคเคาท์เดียวกันพร้อมกันได้
แต่การใช้งานก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ผู้ใช้ไม่สามารถอัพโหลดไฟล์ที่ใหญ่เกินกว่า 20 MB ในอดีตนั้นจีเมลได้จำกัดการโอนถ่ายไฟล์บางชนิด เช่น exe, zip
คำเตือน
จีเมลไดรฟ์ไม่ได้เป็นพัฒนาโดยกูเกิล ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงระบบจีเมล อาจจะทำให้จีเมลไดรฟ์ใช้งานไม่ได้ชั่วคราวหรือถาวรเลยก็ได้
วิธีใช้งาน
1.ดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีได้ที่นี่หลังจากนั้นติดตั้งในเครื่องเหมือนโปรแกรมทั่ว ๆ ไป
2.จะปรากฏ GMail Drvie ขึ้นใน my computer

3.ดับเบิลคลิกที่ไดรฟ์ จะปรากฏหน้าต่างให้ลอกอิน ให้ใส่ username และ password ของจีเมล

4.รอสักครู่เพื่อให้จีเมลไดรฟ์ติดต่อกับจีเมลแอคเคาท์
5.ใช้งานได้เลย เหมือนกับไดรฟ์จริง ๆ

References
http://en.wikipedia.org/wiki/GMail_Drive
http://www.softpedia.com/get/Internet/E-mail/Mail-Utilities/GMail-Drive-shell-extension.shtml