วันพุธที่ผ่านมานี้ตั้งใจจะไปดูหนัง 60 บาท
เรื่องใดก็ได้ ตอนแรกกะดู 1234 shockแต่คิดไปคิดมา
อยากดูหนังผ่อนคลายอารมณ์ ที่ไม่ตรึงเครียด
เลยเลือกแหยม2 จองตั๋วตั้งแต่เก้าโมงเช้า
ดูรอบ 21.40 ที่เมเจอร์เอกมัย ไปถึงที่นั่น 21.20
นึกว่าจะไม่ได้ที่ ๆจองไว้แล้ว เพราะระบบของเมเจอร์
ถ้าไม่มารับตั๋วก่อนหนังฉาย 30 นาทีเค้าจะยกเลิก
ไหน ๆ ก็มาแล้วลองเสี่ยงดูดีกว่า อย่างน้อยถ้าไม่ได้ก็
เลือกที่นั่งใหม่ ไม่ต้องไปต่อคิวที่ช่องปกติด้วย
แต่ปรากฏว่ายังได้อยู่ ยัง งง ๆ อยู่เลยว่าเก็บไว้ให้ด้วย
พอดีวันนั้นงานยุ่ง เลยออกมาสาย ข้าวปลาก็ไม่ได้กิน
เลยกะจะกินป๊อปคอร์นเนี่ยแหละ แทนข้าว ว่าแล้วก็ซื้อไอ้นี่
ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าไร ขอเรียกว่ากะละมังละกัน กะละมังละ 199 บาท กินจุใจ
กินกันสองคน กินยังไง ๆ ก็ไม่หมด T T ไมมันเยอะจังวะแบกกลับมาห้อง
เหลือเท่าเนี้ย
ใครที่มากันสองคนอย่าคิดจะซื้อเป็นอันขาด!!!! ต้องมาสักสี่คนเป็นอย่างน้อย
ถึงจะกินหมดและไม่เอียน...............
กลับมาเข้าเรื่องแหยมกันดีก่านะ
1.หนังเรื่องนี้ไม่สามารถทำให้ผมขำได้เลย ขำมากสุดสองซีน
แต่งงว่าทำไมคนอื่นขำได้ขำดี ไอ้คนที่นั่งข้าง ๆ ก็ขำไม่หยุดนะ แอบได้ยิน
มันพูดอีสานด้วย สงสัยจะฟังรู้เรื่อง ลืมบอกว่าหนังเรื่องนี้อีสานจ๋าเลย
ถึงขั้นต้องมีซับไตเติลอะ แล้วบางตอนเขาก็ไม่ใส่ให้ ขนาดผมเป็นคนเหนือนะ
มันก็ใกล้กะอีสานนิดนึง ยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเล้ย คนกทม. จะฟังรู้เรื่องได้ไง
เรื่องนี้คงเหมาะกะคนอีสานอะ ฟังออกก็คงขำได้แหละ
มันจะมีอยู่ฉากนึงที่ แม่พระเอกเป็นคนเชียงราย ก็พูดเหนือไป ส่วนพ่อพระเอก
เป็นคนใต้ ก็พูดใต้ ตอนแม่พระเอกพูด มันทำให้ผมขำได้อะ ก็เลยสรุปเอาเองว่า
ถ้าเราเป็นคนอีสาน ฟังออก คงขำกว่านี้
ที่รำคาญสุด ๆ ก็ไอ้คนข้าง ๆ ที่เกริ่นไปเมื่อกี้แหละ ตัวมันควายมาก ๆๆๆๆๆ
แล้วเวลามันขำทีนะ มันจะขย่มเก้าอี้จนสะเทือนมาถึงผมอะ T T ควายแค่ไหน
ก็คิดเอาเองละกัน
2.หนังเรื่องนี้คำหยาบเยอะมากๆๆๆๆจนน่าตกใจ เห็นเขาจัดเรทไว้ที่ 15+
แต่ ๆๆ เด็กเต็มโรง หุหุ เด็กเปรตด้วย อายุไม่น่าจะเกิน 15
ผมว่า 15 นี่มันยังน้อยไปนะ น่าจะ18+ ด้วยซ้ำ ขนาดผมยี่สิบกว่า(นิด ๆ) :P
ยังรับไม่ได้เลย เค้าคงกะให้ขำแหละ แต่มันเกินงาม จนขำไม่ออก
3.พลอทเรื่องก็ไม่เด่น เหมือนละครน้ำเน่าทีวีฟรีทั่ว ๆ ไป เดาออกทุกฉากว่า
ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เช่น พระเอกติดฝนกับนางเอกที่กระท่อมปลายนาสองคน
จนได้เสียกันเสร็จแล้วตัดมาฉากวันรุ่งขึ้นที่ทำงานของพระเอก
ผู้ช่วยพระเอกเอาจดหมายมาให้พระเอก(พระเอกเป็นปลัด)ผมก็เดาออกทันที
ว่าต้องโดนย้ายแน่ แล้วก็ใช่จริง ๆ ให้ตายสิ 555+
ยังไม่เข็ดจากวงษ์คำเหลานะ ขอลอง แล้วเป็นไงหล่ะ ดีที่ลองด้วยเงิน 60 บาท
ข้างบนนี้เป็นความรู้สึกหลังจากดูหนังจบ
*******************************************************
ต่อไปนี้เป็นความรู้สึกหลังจากได้อ่านกระทู้นี้
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8613420/A8613420.html
ขออนุญาตก็อปมาใส่นะครับ กลัวกระทู้หาย
###################################################
มาฟังน้องเอ็มลูกสาว หม่ำ จ๊กม๊กพูดถึงพ่อผกก.กับเรื่องราวซึ้งๆและหนังแหยม2
ที่มาของชื่อ ครอบครัวตัวเอ็ม
แม่
เคยเล่าให้ฟังตอนที่ท้องเอ็มนั้นลำบากมาก แทบจะไม่มีอะไรกิน
แม่บอกว่าพ่อเลี้ยงแม่ดีมากในตอนนั้นเป็นอาหารซีฟู๊ดทุกวันคือข้าวคลุกน้ำ
ปลา พ่อรู้สึกว่าเอ็มนำโชคให้เขา เพราะเอ็มคลอดออกมาพ่อก็ถูกหวย
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะหกหมื่นบาท
แล้วเขาก็เอาเงินก้อนนั้นมาซื้อทองเพื่อรับขวัญลูก
แล้วหลังจากนั้นพ่อก็เริ่มที่จะปรับตัว เรียนรู้ที่จะเป็นพ่อ
เพราะตอนนั้นเอ็มเกิดมาในช่วงที่พ่อกับแม่ยังเป็นวัยรุ่น
ชื่อนั้นคุณปู่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า บุษราคัม แต่ปัญหาคือชื่อเล่น
เปลี่ยนมา 3 ครั้งได้ ตอนแรกชื่อว่าไข่มุก
แต่แม่ไม่ชอบเพราะว่ามันมีคำว่าไข่ ก็เลยเปลี่ยนมาชื่อ บุศ
ซึ่งพ่อก็ไม่ชอบเพราะมันเหมือนอะไรกุดๆ
จนมีเพื่อนแม่เขาจะเรียกเอ็มว่าแหม่ม แต่เพื่อนพ่อจะเรียกว่าเอ็ม
คือเขาอยากให้ชื่อเอ็ม แต่พ่อกลับแม่ไม่ค่อยปลื้มเพราะชื่อมันเหมือนผู้ชาย
แต่ไปๆมาๆก็มาลงท้ายที่ชื่อเอ็ม ซึ่งกว่าจะลงตัวก็อยู่ตอน ป.6
เพราะตอนแรกที่น้องออกมาก็ต้องมาตั้งชื่อกันว่าจะเอาอะไรให้มันคล้องกัน
คือคิดไปคิดมาทั้งสามคนชื่อเป็น ม. หมด มีเอ็มคนเดียวที่ชื่อเอ็ม
เอ็มก็เลยน้อยใจว่าทำไมถึงเป็นเอ็มที่มีชื่อเป็น อ. คนเดียว
พ่อก็เลยหันมาบอกว่าก็เพราะเอ็มเป็นศูนย์กลางของครอบครัวไง
ลองสะกดชื่อทุกคนเป็นภาษาอังกฤษซิ (หม่ำ มด มิกซ์)
หลังจากนั้นครอบครัวก็ใหญ่ขึ้น หลังจากที่พ่อเริ่มมีฐานะ
จากที่เมื่อก่อนอยู่แฟลต ก็มีอยู่อพาทเม้นท์ อยู่คอนโด
แล้วก็มามีบ้านเป็นของตัวเอง
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 15:23:44
]
ความเห็นที่ 1
พ่อคือฮีโร่ในดวงใจ
ก็
น่าจะเป็นพ่อ เพราะเอ็มถือว่าพ่อเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต
ไม่ว่าจะเรื่องเรียน ทำงาน หรือแม้ความรัก
คือถ้าเลือกคู่ครองชีวิตได้เอ็มอยากได้แบบพ่อ
นี่คือต้นแบบในการดำเนินชีวิตของเอ็ม คือเขาจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีเลย
ด้วยความที่เขา 2 คนเคยลำบากมาก่อน
เขาก็จะสอนว่าความขยันและความมุ่งมั่นมันจำเป็นกับชีวิตเรา
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 15:26:32
]
ความเห็นที่ 2
พ่อเป็นคนขี้เหงา
แล้วพ่อเป็นคนรักลูกน้องรักพวกพ้อง คือเวลาทานข้าว
เขาจะจัดแจงให้คนอื่นทานก่อนเลยนะ ตัวเองทานที่หลัง
มีที่ไหนเจ้านายทานของเหลือจากลูกน้อง
บางทีลูกน้องกินหมดแล้วตัวเองไปต้มมาม่ากินเองก็มี
แล้วเวลาเอ็มจะไปไหนจะไม่ค่อยให้ไปคนเดียว ต้องเอาคนนั้นคนนี้ไปด้วย
ไปช่วยถือของ บางครั้งเอ็มต้องบอกว่าพ่อของมันไม่หนักหรอก
บางทีเอ็มก็อยากไปคนเดียวมีมุมส่วนตัวบ้าง คือบางครั้งคนเยอะเรื่องแยะ
คือเอ็มเป็นคนรักส่วนตัว แต่พ่อเป็นคนรักส่วนรวมแต่พ่อเป็นคนที่แปลกนะ
คนที่เป็นดาราน่าจะเป็นคนที่มีโลกส่วนตัว
แต่ชีวิตพ่อมีความเป็นส่วนรวมตลอดทั้งนอกบ้านและในบ้าน
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 15:28:17
]
ความเห็นที่ 3
สมาชิกในบ้าน
ตอน
นี้ที่บ้านแบ่งเป็น 2 โซน โซนใหญ่จะอยู่กัน 4 คนเป็นพ่อแม่ลูก
พอเอ็มไม่อยู่ก็เหลือ 3 คน แล้วโซนเล็กถูกจัดเป็นห้องแถว
แล้วบางคนจะอยู่คนเดียวก่อน แล้วค่อยยกครอบครัวมา
เท่านั้นยังไม่พอมีพาหมามาเลี้ยงด้วย ที่บ้านก็มีประมาณ 20 คนได้
แต่มีประโยชน์กันทุกคนนะ บางคนก็เป็นคนสวน บางคนทำกับข้าว ซักเสื้อผ้า
อย่างน้าทิดเซียง(นักร้องเสียงดีค่ายลำน้ำชีเร็คคอร์ดร้องเพลงประกอบ
ภาพยนตร์แหยม1-2) อยู่บ้านทำความสะอาดบ้าน แล้วก็มีเลี้ยงสุนัข
รักกันมากเลยนะ คือเอ็มเลี้ยงหมาตัวนี้มาตั้งแต่เด็ก
แต่เขาไปผูกพันกับน้าทิดเซียง มีครั้งหนึ่งเคยเอาหมาตัวนี้ไปให้คนอื่น
น้าทิดเซียงร้องไห้เลย ไม่เป็นอันกินข้าว
แล้วก็จะมีพี่แจ้งอนุวัฒน์(ยอดชายอะเฮ้ย,ท่านเป้าจากวงษ์คำเหลา)
คือเห็นหน้าหล่อๆทางทีวีแต่เบื้องหลังเขากวาดพื้นถูพื้นนะ
คือบ้านเราอยู่แบบกันเอง
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 15:45:03
]
ความเห็นที่ 4
เป็นลูกผกก.ต้องอดทน
ใคร
จะรู้ว่าเป็นดารานักแสดงนั้นลำบากเหมือนกันนะ
เพราะก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำนั้นเอ็มตื่นเต้น
แล้วพอถึงวันที่ถ่ายทำวันแรกเลยต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 แล้วเข้ากอง 6 โมงเช้า
แล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังย้อนยุค ผู้หญิงจะต้องใช้เวลาแต่งหน้านาน
ใช่ว่าเป็นลูกผู้กำกับแล้วจะเข้าสายได้
ตอนแรกไม่ได้ว่าคิดว่าการเป็นดารามันต้องทำงานหนักขนาดนี้เลยเหรอ
ต้องตื่นแต่เช้ามานั่งรอคนนั้นคนนี้ขนาดนี้เลยเหรอ แต่ตอนนี้ก็เริ่มชิน
เพราะพ่อเป็นคนไม่เครียด พอทำงานแล้วสบายใจไม่กดดัน
แล้วทีมงานเขาก็สบายๆเป็นกันเอง พอทำงานจึงรู้สึกสนุก
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 15:50:01
]
ความเห็นที่ 5
นี่
เป็นครั้งแรกที่ได้มาทำงานอยู่ในกอง แล้วคลุกคลีอยู่กับพ่อ
ถึงแม้เราจะเรียกว่าพ่อ แต่ว่าพอทำงานคู่กัน พ่อก็คือหัวหน้า
แล้วเราคือลูกจ้าง เอ็มจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหมือนที่คนอื่นคิด
ที่จริงแล้วเอ็มจะเกร็งแล้วกลัวว่าถ้าทำอะไรผิดแล้วจะว่าเราต่อหน้าคนอื่น
รึเปล่า แต่ที่จริงแล้วพ่อเป็นคนไม่เครียด
คือทำงานและสนุกไปกับงานและให้คนอื่นสนุกไปด้วย
เขาสามารถแก้ไขสถานการณ์ที่แย่ให้คนอื่นอารมณ์ดีได้
เอ็มก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราทำงานกับคนหมู่มาก หัวหน้านั้นสำคัญเลย
ถ้าหัวหน้าเครียดปุ๊บ มันทำให้งานเสียด้วย
เอ็มไม่เคยเห็นพ่อทุ่มเทหรือใส่ใจอะไรมากเท่านี้มาก่อน
อาจจะเป็นเพราะเป็นงานที่เขารักด้วย ก็เลยทำงานทางด้านนี้ออกมาได้ดี
เพราะความทุ่มเทและใส่ใจ
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 15:51:42
]
ความเห็นที่ 6
เห็นการทำงานของพ่อเป็นอย่างไรบ้าง
ตั้งแต่
เล็กจนโตเห็นการทำงานของพ่อมาตลอด ตั้งแต่ตลกคาเฟ่ ตลกทีวี
จนถึงตอนนี้ก็เป็นจอหนังซะแล้ว ก็จะได้เห็นพ่อทำงานตลอด
จนพ่อเริ่มมีชื่อเสียงเป็นตลกหน้ากล้อง ก็ไปเที่ยวเวทีทอง
เที่ยวชิงร้อยชิงล้าน ไปดูพ่อ ผ่านมาเกือบ 20
ปีเห็นมาตั้งแต่แบบล่างๆจนวันนี้เป็นซูเปอร์สตาร์แล้ว
คือไม่ว่าจะทำอะไรพ่อบอกว่าต้องรักกับอาชีพที่ทำ
เพราะที่พ่อมาเป็นตลกมันไม่ใช่สิ่งที่พ่อเลือก
แต่มันเป็นสิ่งที่พ่อควรจะทำ แล้วพอทำมันเป็นอาชีพของเขา เราก็ต้องใส่ใจ
แล้วก็ต้องรักในสิ่งที่ทำ เพราะพ่อเลือกที่จะทำแล้ว
ทีนี้พอพ่อเริ่มเป็นตลกคาแฟ่ คือตอนประถม
จะเป็นช่วงที่เอ็มกดดันที่สุดแล้ว เพราะว่าเอ็มไม่ภูมิใจที่พ่อเป็นตลก
เพราะเพื่อนจะมาล้อตลอดว่าเป็นลูกหม่ำ เป็นลูกตลก
ก็เลยรู้สึกว่าการเป็นลูกตลกมันพิเศษกว่าการเป็นลูกคนอื่นยังไง
แล้วเพื่อนล้อทุกวัน จนร้องไห้ แล้วล้อไม่พอ
ไล่ให้เราไปกินข้าวเหนียวกับปลาร้าอีก ซึ่งมันเลยกลายเป็นปมด้อยของเรา
แต่พอมาถึงรุ่นน้องชายมันหมดไปแล้ว
เพราะน้องโตมาในขณะที่พ่อมีชื่อเสียงในระดับหนึ่งแล้ว
ฉะนั้นสังคมการหยอกล้อมันจะไม่เหมือนรุ่นเอ็ม
ซึ่งน้องจะเป็นรุ่นที่มีคนยอมรับมากกว่า แต่เอ็มอยู่ในช่วงที่กดดันมาก
แต่ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
มันก็เป็นช่วงที่สร้างความภาคภูมิใจในตัวพ่อด้วย
เพราะจนถึงวันนี้เอ็มบอกได้เลยว่าเอ็มภูมิใจมากที่เกิดเป็นลูกตลก
แล้วพ่อเอ็มก็ทำอาชีพที่สุจริต ขายเสียงหัวเราะก็จริง
ซึ่งเอ็มรู้สึกว่างานแบบนี้มันเป็นงานที่ยากที่จะให้ใครซักคนหนึ่งหัวเราะ
ได้ แล้วพ่อเอ็มทำได้ถึงขนาดนี้ มาจนถึงวันนี้เอ็มถือว่าพ่อเอ็มสุดยอดแล้ว
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 15:58:07
]
ความเห็นที่ 7
ยากไหมที่เกิดเป็นลูกหม่ำ
เวลา
พ่อออกชิงร้อยชิงล้าน ซึ่งเมื่อก่อนตอนออกอากาศจะเป็นวันพุธ
แล้ววันพฤหัสมันจะเป็นวันที่เอ็มไม่อยากไปโรงเรียนมาก
เพราะมันเป็นวันที่มีคนมาล้อเอ็ม มาล้อพ่อเอ็ม
แล้วคนที่ล้อจะเป็นเพศตรงข้าม ซึ่งสร้างความอับอายให้เรา บางคนเป็นรุ่นพี่
บางครั้งก็หยอกแรงเกิน บางครั้งครูยังล้อเลย
แต่ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามันเหมือนเป็นแรกผลักดันที่ทำให้พ่อเป็นแบบนี้ด้วย
เพราะพ่อเขาเริ่มตั้งแต่ศูนย์ จนมาเป็นแบบทุกวันนี้ได้
ก็อาจจะเป็นเพราะคำดูถูกของคนอื่นด้วย
เพราะเอ็มเชื่อว่าคำดูถูกของคนอื่นจะทำให้เราได้ดี
แล้วพ่อเป็นคนที่ไม่ใส่ใจกับเรื่องเล็กเรื่องน้อย ถ้าทำก็คือทำ
แล้วก็มุ่งไปที่เดียว แล้วคุณพ่อเป็นคนโชคดี
ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็รุ่งไปหมด
เวลาพูดอะไรถึงแม้บางคำอาจจะติดตลกไม่น่าเชื่อถือ
แต่มันกลับเป็นคำที่น่าเชื่อถือในวันนี้
คือถ้าพ่อพูดอะไรก็ตามจะมีคนเชื่อถือและคอยฟัง เพราะพ่อรู้จักพูดด้วย
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 15:59:50
]
ความเห็นที่ 8
พ่อเป็นคนซีเรียส
คือ
พ่อเป็นคนที่ซีเรียสกับทุกเรื่อง แต่เขามีมุมมองที่ไม่เหมือนคนอื่น
คือไม่ว่าอะไรก็ตามเขาจะไม่ทำให้มันรู้สึกหมอง เพราะมันจะทำให้ชีวิตเศร้า
แต่เห็นพ่อเป็นคนตลก มันก็มีมุมที่ทำให้พ่อร้องไห้ได้เหมือนกัน
เป็นมุมที่เกี่ยวกับครอบครัวซะเป็นส่วนใหญ่
เอ็มเคยเห็นน้ำตาพ่อครั้งล่าสุด รู้สึกจะเป็นเรื่องความตาย
เขาพูดว่าถ้าเขาตาย แล้วใครจะดูแล คือเอ็มกับพ่อจะนิสัยคล้ายกัน
เหมือนจะเป็นคนที่เข้มแข็ง แต่ข้างในเป็นคนที่อ่อนไหว
แล้วพ่อไม่ชอบให้เอ็มร้องไห้
พ่อบอกว่าการเสียน้ำตาให้กับเรื่องเล็กๆน้อยๆมันเป็นคนอ่อนแอ
เอ็มเลยว่าว่าใช่เอ็มเสียน้ำตา เอ็มเหมือนคนอ่อนแอ
แต่ลืมไปรึเปล่าว่าเอ็มเป็นเด็กผู้หญิง
ถ้าเอ็มจะร้องไห้เพราะอ่อนแอแล้วผิดตรงไหน ผู้หญิงคนเรานั้นอ่อนไหว
การร้องไห้ไม่ใช่ว่าอ่อนแอ แต่เราเป็นคนอ่อนไหว
คือพ่อพยามสอนให้เอ็มเป็นผู้นำ
ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนตัวเขาจะปลูกฝังไว้เยอะ
คือเขาชอบบอกว่าเขาไม่กลัวความตาย แต่ถ้าเขายังไม่พร้อมที่จะตาย
เพราะเขาต้องดูแลครอบครัว เอ็มจำได้ว่าพ่อไปออกรายการคืนนี้วันนั้น
แล้วมีเพลงหนึ่งที่พ่อฟังไม่ได้ มีอยู่เพลงหนึ่งของสามโทน เขาฟังไม่ได้
เพราะน้ำตาเขาจะไหล
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 16:03:22
]
ความเห็นที่ 9
คือ
ตอนแรกนั่งทางข้าวกันอยู่มีความสุขเลย
และเขาชอบถามเอ็มกับน้องว่าถ้าโตแล้วจะมีตังค์มาเลี้ยงได้เหมือนที่เขา
เลี้ยงลูกรึเปล่า มาพาไปเที่ยวได้เหมือนที่เขาเลี้ยงเอ็มรึเปล่า
ถ้าเขาตายไปแล้วเอ็มแม่น้องจะอยู่ได้ไหม เอ็มก็บอกว่าพ่อรักเอ็มเท่าไหน
เอ็มรักตัวเองมากกว่านั้นอีก ก็ไม่ต้องห่วงเอ็มดูแลตัวเองได้
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 16:06:50
]
ความเห็นที่ 10
เป็นกระทู้ต้อนรับวันพ่อ ซึ้งค่ะ ^.3
จากคุณ : แยมรสชีส

[2 ธ.ค. 52 16:10:34
]
ความเห็นที่ 11
ความภูมิใจที่เกิดมาเป็นลูกพ่อ
คือ
สิ่งที่คุณพ่อยังเป็นห่วงก็มีอยู่ 2 เรื่อง ก็คือเรื่องงานกับครอบครัว
เพราะครอบครัวมันเป็นหน้าที่ๆเขาควรจะทำ
ส่วนงานก็เป็นสิ่งที่เขาควรจะทำเพื่อเลี้ยงครอบครัว
แล้วเขาบอกอยู่เสมอว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามเราต้องรักเราต้องอยู่กับมัน
คือ
ต้องทุ่มเทและต้องรู้จักว่าเราจะทำอย่างไรให้งานที่เราเลือกมันประสบความ
สำเร็จ
จากคุณ : หนูนา ยาจก

[2 ธ.ค. 52 16:10:44
]
ความเห็นที่ 12
เอ็ม
ภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ และก็ภูมิใจที่พูดอีสานได้
เพราะว่าน้องชายพูดไม่เป็น แต่เอ็มถูกบังคับก็เลยพูดอีสานได้
ก็รู้สึกดีใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ ลูกอีสาน ลูกตลก
ก็อยากจะทำในสิ่งที่พ่ออยากจะทำ
และอยากจะสานฝันในสิ่งที่พ่อไม่มีโอกาสได้ทำ ก็อยากให้พ่อรักษาสุขภาพ
ดูแลตัวเองมากๆ อย่าหักโหมงาน เพราะเป็นห่วงพ่อ
บางครั้งเอ็มอยู่ไกลทำได้มากสุดก็แค่คุยโทรศัพท์
ถ้าขออะไรได้ซักอย่างก็จะขอไปหลบหนาวในจมูกพ่อ เพราะจมูกพ่อพื้นที่เยอะ
คงขายได้เป็นไร่ ถึงจะหยอกพ่อเล่นแต่ก็รักพ่อนะ
###################################################
ตอนนี้รู้สึกปลื้มคุณเอ็ม มากครับ คิดไม่ผิดแล้ว ที่สนับสนุนคนไทยแบบนี้ ถึงแม้จะแค่ 60 บาทก็เหอะ
ทีนี้มาพูดถึงเรื่องดี ๆ ที่หนังเรื่องนี้มอบให้มั่ง
1.เห็นวิถีชีวิตคนอีสาน ดูฉากบางฉาก บ้าน ๆ ดี ไม่ค่อยได้เห็นจากหนังเรื่องอื่น
2.คุณหม่ำเขาพยายามสอดแทรกไว้ว่า คนอีสานไม่ควรลืมกำพืดตัวเอง ต้องอนุรักษ์ภาษาอีสานไว้
อันนี้ผมเห็นด้วยมาก ๆ เลย ผมคนหนึ่งหละที่กลัวว่า วันข้างหน้าภาษาเหนือ หรือกำเมือง จะไม่มีอีกแล้ว
พ่อแม่พยายามสอนลูกให้พูดกลางกันหมด